[Archive] สแตนด์สีชมพู...ความผูกพันที่ยิ่งใหญ่
posted on 27 Dec 2008 20:41 by webmasterz in Student-Archiveสแตนด์พร้อม...ตึ่งๆ โป๊ะ
นี่คือสิ่งที่พวกเราได้เจอกันมาเป็นเวลาร่วม 2 เดือน
แต่ 2 เดือนนี้ มันสำคัญและน่าจดจำตรงไหนล่ะ
วันนี้แหละ ที่เราจะได้มาย้อนความทรงจำเหล่านี้ไปพร้อมๆกัน
...........................................
23 ตุลาคม 2551 - 26 ธันวาคม 2551 - ตลอดกาล
ช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่น่าประทับใจ
การที่เด็ก ม.1 ขึ้นสแตนด์ในวันงานกีฬาสีนั้น เป็นประเพณีที่ดูจะเลี่ยงไม่ได้
แต่จะมีใครล่ะ ที่อยากจะทนรุ่นพี่บ่นเมื่อทำไม่พร้อม ทำไม่สวย
มันแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าใจไม่รักจริง เด็กคนไหนล่ะ จะอยากขึ้นสแตนด์เชียร์ ?
...............
เราซ้อมสแตนด์กันช่วงแรกๆ ที่ชั้น 2 ของตึกวิทยาศาสตร์ ตอนนั้นคนมายังไม่ครบเลย
พวกพี่รู้สึกท้อใจกันเป็นอย่างมาก เพราะพวกพี่รู้ข่าวของสีอื่นตลอดเวลา
และยิ่งเศร้าใจหนักขึ้นไปอีก เมื่อพวกพี่โดนไล่ห้องจากอาจารย์คนหนึ่งในหมวด
เด็กๆ ไม่รู้หรอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พวกพี่เสียใจเป็นอย่างมาก
.
แต่ เมื่อมีความมืด ย่อมมีความสว่างเสมอ พวกพี่ได้ใช้ห้อง 646 ด้านบนแทน
ด้วยความกรุณาจาก อ.ศิริพร อาจารย์แม่ของพวกพี่ๆ นี่เอง
................................
พี่พูดกับน้องๆ เมื่อวานว่า ในชีวิตพวกแกต่อไป จะต้องเจออะไรมากกว่านี้เยอะ
พี่ก็ขอบอกเลยว่า สิ่งที่ดูเหมือนดีในโรงเรียน บางทีไม่ดีแบบที่น้องๆ คิดหรอก
แต่น้องๆ ยังเป็นเด็ก ม.1 อยู่ ดังนั้นเวลาที่จะเผชิญโลกยังมีอีกมาก
น้องๆ ครับ น้องๆ ทุกคนจะต้องอดทน และยอมรับในสิ่งที่ต้องเผชิญต่อไปนะ
.
ลุก ลุก ขึ้นสู้ พวกเราลุกขึ้นสู้เอาชัย สู้ไม่กลัวตาย ไม่เคยหวั่นภัยที่อยู่ข้างหน้า....
.................................................
จากวันนั้น ถึงวันนี้ พวกพี่เห็นความเปลี่ยนไปของน้องๆ ได้ชัดเจนมาก
พวกพี่ไม่เคยคิดหรอกว่า จากเด็กที่ไม่เคยสนใจเรื่องการซ้อม
ขนาดรุ่นพี่ไปขอร้อง ยังไม่ได้รับความร่วมมือเลย
จะกลับกลายเป็นเด็กที่ตั้งใจซ้อม ถึงขนาดถ้าเพื่อนโดดยังซ้อมให้เพื่อนได้
และถึงขนาดที่ว่า เพื่อนจะโดดซ้อม ยังด่าให้แทนรุ่นพี่เลย
.
พวกพี่ไม่เคยคิดจริงๆ ว่าเวลาจะหล่อหลอมให้พวกเราเป็นแบบนี้ได้
.........................
ยังจำวันนั้นได้ไหม ที่พวกเราหลายคนถูกลงโทษวิ่งรอบสนาม
พี่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรอก ในการทำโทษแบบนี้
แต่พวกพี่มีความปรารถนาดีจริงๆ ในการที่จะทำให้น้องๆ ทุกคนตั้งใจซ้อมให้ได้
......................
พี่เคยพูดกับน้องๆ ไว้อย่างหนึ่งเมื่อนานแล้ว
ว่าการซ้อมสแตนด์ จริงๆ มันแฝงอะไรไว้ข้างในอยู่เหมือนกัน
เด็กๆ อาจจะมองแค่ว่า มันฝึกแค่ความสามัคคี และได้แต่ความทรมาน
.
แต่เด็กๆ รู้ไหมว่า การซ้อมสแตนด์นั้น เป็นการฝึกให้ทนกับชีวิตข้างหน้าได้
ชีวิตต่อไป แม้จะไม่มีพี่ว้ากก็ตาม แต่สิ่งที่จะต้องเจอคือความโหดร้ายของสังคม
ซึ่งมากกว่าที่น้องๆ คิดไว้หลายสิบเท่าเลย
เด็กเอ๋ย เด็กน้อย ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
.
และเด็กๆ รู้ไหมครับว่า การฝึกสแตนด์ทำให้เราต้อง "ฟัง" คนอื่นมากขึ้น
พี่ถือว่าเรื่องฟังนี่สำคัญมากเลยนะครับ
ถ้าแค่ในสแตนด์ ถ้าไม่ฟัง ทำไม่ได้ ก็โดนด่า เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ
.
แต่ชีวิตจริงมันมากกว่านั้น !!!
ถ้าบางเรื่องไม่สนใจฟัง อย่างเรื่องสอบเอนทรานซ์ เรื่องภัยธรรมชาติต่างๆ
มันอันตรายถึงชีวิตเลย
.........................................
"คนเราเมื่อถึงเวลาคับขันจริงๆ แล้ว ทุกอย่างก็ย่อมเป็นไปได้"
เมื่อเราพบเจอความลำบาก และความแค้นใจเมื่อเราไปซ้อมที่สแตนด์วันแรก
คำพูดที่หลายๆ คนพูด คือ "พวกพี่ซ้อมหนูให้โหดกว่านี้ได้ไหม"
.
ทั้งๆ ที่วันแรกๆ อยากให้รีบปล่อยกลับบ้านแท้ๆ
...............................................
และเชื่อไหม สิ่งที่เราต่างจากสีอื่น คือระบบพี่กับน้องนี่ล่ะ
ทุกๆปี ส่วนมากพี่กับน้องจะเล่นกันไม่ค่อยได้หรอก เพราะกลัวสนิทกันเกินไป
แต่พวกพี่เองไม่ใช่คนแบบนั้น และจะไม่มีทางเป็นคนแบบนั้นด้วย
.
ระบบของ 5/1 ได้ถูกหล่อหลอมมาให้พวกพี่เป็นคนที่ห่วงใยความรู้สึก
บางครั้งพี่ยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้งานพวกเราไม่เดิน
แต่พวกพี่อยากให้น้องๆ ทุกๆคน มีความสุขกับการขึ้นสแตนด์น่ะ
.............................................................
และแล้ววันแข่งก็มาถึง......
ยังจำได้ว่า เมื่อวานซ้อมที่สแตนด์ถึงเกือบทุ่มนึง
โดนว้ากสารพัด จากการพลิกแผ่นเพจได้ไม่ดี
และถูกนัดมาตอนตี 5
.
แต่เด็กๆ ครับ พวกหนูทำพวกพี่อึ้งกัน เพราะมากันตั้งแต่ตอนตี 4
ตอนแรกพวกพี่เองก็ไม่คิดหรอกว่า ตี 5 จะมีคนมากัน เพราะมันเช้ามาก
แต่ที่ไหนได้ ตอนตี 5 พวกเราทุกคนมากันเกือบครบ และมาซ้อมกันต่อบนห้อง
เป็นภาพอะไรที่สุดยอดมากๆ
.
วันและเวลา ทำให้ทุกๆ อย่างเปลี่ยนไปได้...คำพูดนี้เป็นความจริงเสมอ
.............................................
และแล้วช่วงเวลาแข่งขันจริงก็มาถึงสักทีหนึ่ง
หลังจากที่พวกเราซุ่มซ้อมมาเป็นเวลานาน
.
จริงๆ พี่ว่าท่าสีเรานั้นยากที่สุดแล้ว ถึงขนาดที่ว่าพี่สตาฟขึ้นแทนเด็กไม่ได้
เพราะพี่สตาฟจะคล่องสู้เด็กไม่ได้ เอาง่ายๆ อย่างเพลงโอเล่
พวกแกทำพี่อึ้ง เพราะทำพร้อมกันมากๆ ขนาดพวกพี่เองยังมั่วเลย
ตอนแรก ท่าในเพลงแทบจะตัดทิ้งเลยด้วยซ้ำไป
..................................................
โอม โอม โอม เอ้า โอมปูยิปูยี่.......
พวกเราตอนนี้ ได้ถูกคลุมผ้าคลุมกันอยู่ ซึ่งเป็นอะไรที่พวกพี่ตระเตรียมกันนาน
เด็กๆ ตอนนี้ทุกคนอยู่ในความมืด
ความมืดก็เหมือนกับความไม่รู้นี่เอง
แต่ทันใดเมื่อเปิดผ้าคลุมเท่านั้นนี่ล่ะ.....
สิ่งที่เด็กๆ เจอคือความเป็นจริงของโลกนี้ พร้อมกับหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป
หน้าที่ของเด็กๆ คือจะต้องร้องเพลงสแตนด์ประกอบท่าไปพร้อมกับลีดเดอร์
ซึ่งพวกเราทุกคนต่างทำเต็มอย่างความสามารถทีเดียว
.................................................
เด็กๆ ครับ สิ่งที่เป็นปัญหาทุกๆ ปี นั่นคือความเบื่อของการขึ้นสแตนด์นีเอง
ไม่มีใครชอบหรอก นั่นอยู่หงอยๆ บนสแตนด์ทั้งวัน
ปีนี้พวกพี่ๆ ซึ่งนำโดยพี่ทัช ประธานสี เลยจัดโปรเจ็คลีดเดอร์กระปุกขึ้น
พี่รู้ว่าหนูๆ อึ้งกัน ว่าพวกพี่สตาฟมันไปเต้นอะไรบนสแตนด์
มันเป็นโปรเจ็คนี้นี่แหละ
.
และก็เรื่องเพลงแจว ตอนแรกพวกพี่ๆ ไม่คิดหรอกว่าพวกหนูจะลุกขึ้นแจวกัน
แต่แน่นอน หนูๆ ทำพวกพี่อึ้งกันอีกล่ะ เพราะแจวกันอย่างเมามันส์เลย
ทำให้ได้ข้อสรุปว่า เด็กๆ สแตนด์เรา ชอบแจวกัน
.............................................
และแล้วรอบบ่ายก็มาถึง พวกพี่ยอมรับเลยว่า ลำบากกว่ารอบเช้า
เพราะรอบเช้าเราซ้อมนานมาก แต่รอบบ่ายซ้อมไม่นานเลย
ทำให้บางครั้งรอบบ่ายเราทำไม่ดีกว่ารอบเช้า
.
ไม่ใช่ความผิดใครหรอก มันเป็นความผิดของพวกพี่เองนี่ล่ะ
แต่สิ่งที่น้องๆ ทำ คือความพร้อม และความสวยงาม
เด็กๆเรียนรู้กันไวมากๆ ไวจนพวกพี่สอนกันแทบไม่ทันเลย
....................................................
และแล้วเวลาประกาศผลก็มาถึง....
และแล้วรางวัลก็ประกาศออกมาเรื่อยๆ จนมาถึงคณะกองเชียร์และลีดเดอร์
ผลปรากฎว่า
.
สีเราไม่ได้รางวัลครับ !!!
..........................................................
หนูๆครับ พวกพี่ก็เสียใจ พวกหนูๆ ก็คงจะเสียใจเหมือนกัน
แต่พวกแกจำคำพูดพี่ได้ไหม ที่พี่ย้ำในวันงาน 2-3 รอบว่า
"แม้พวกเราจะไม่ได้รางวัลอะไรเลยก็ตาม แต่พี่ก็ถือว่าพวกแกบรรลุจุดประสงค์กันแล้ว เป้าหมายของกีฬาสีที่แท้จริง ไม่ใช่ถ้วยรางวัลอะไรเลย แต่มันเป็นความผูกพันกันต่างหาก และตอนนี้พวกเราก็ทำมันได้แล้ว และพี่สัญญากับน้องๆ ว่า จะดูแลน้องๆ ตลอดไป"
"พี่คิดว่าวันนี้พวกเราคงสนุกกับการขึ้นสแตนด์เต็มที่ล่ะ เห็นหน้าพวกแกทุกคนตอนแจวแล้วสนุกสนานมากเลย"
แม้พวกพี่ทุกๆ คน จะไม่เป็นมะเร็งเหมือนแม่ต้อยในโฆษณา
แต่พวกพี่ทุกๆคนอีกปีกว่าๆ ก็ต้องลาจากโรงเรียนนี้ไปแล้ว
เวลาที่เหลือ เราก็คงจะคุยกันต่อไป พวกพี่ก็คงสอนเลขพวกแกเหมือนเดิม
และอาจจะบ่นเรื่องผ่ากบให้ฟังบ่อยขึ้น ก็เท่านั้น
............................
หลังจากที่เราจบจากกิจกรรมแล้ว หนูๆ เชื่อมั้ยครับว่า ภาพที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น
พี่ขอพูดด้วยความสัตย์จริงว่า สีเรามีระบบพี่น้องที่ดีมาก
เพราะว่า พี่กับน้องหลังจากจบกีฬาสีแล้ว กอดกันอย่างแน่น
จริงๆ มันเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก และไม่ได้มีทุกปีด้วย
น้ำตาทุกหยดที่ไหลรินนั้น จริงๆ ไม่ใช่เพราะเราเสียใจที่เราไม่ได้รางวัล
แต่เราพูกพันเพราะเราเป็นพี่น้องกันต่างหาก
เราไม่ได้ร้องไห้เพราะเราเสียใจ แต่เราร้องไห้เพราะเราผูกพันกันต่างหาก
.
ถ้วยรางวัล บางทีมันเป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงว่าสีไหนมีการซ้อมที่ดีที่สุด
แต่ความเป็นจริงแล้ว ถ้วยรางวัลเป็นสิ่งที่จับต้องได้ภายนอกเท่านั้น
แต่พวกเรานั้น แม้เราจะไม่ได้ถ้วยรางวัลกัน แต่พวกเราทุกคนก็ชนะกันหมดแล้ว
คำว่าชนะของพี่ คือพวกเราชนะใจซึ่งกันและกัน
เพราะเราทุกคนต่างมีความสุขและได้ประสบการณ์ดีๆ จากการขึ้นสแตนด์
.....................................................
2 เดือนนี้ เป็น 2 เดือนที่ทำให้พวกพี่ๆ ทุกๆคนเข้าใจเด็กมากขึ้น
ทำให้พวกพี่ต้องกินยาพารากันมากขึ้น และทำให้พวกพี่เสียงแหบกันมากขึ้น
แต่พวกพี่ไม่เสียใจเลย เมื่อผลทุกอย่างออกมาเป็นอย่างนี้
.........................................................
ขอบคุณน้องๆ ม.1/4 และ ม.1/9 ทุกๆคนที่ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน
ขอบคุณ 5/1 และ 5/6 ที่เราทุกคนต่างพยายามช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่
ขอโทษน้องๆ ทุกคน ที่บางครั้งคำที่พวกพี่ว้ากไปจะเป็นสิ่งที่รุนแรง
ขอโทษอาจารย์ที่บางครั้งอาจจะทำให้หนักใจในช่วงเวลาทำงาน
..........................................................
และสิ่งสุดท้าย ที่พวกพี่อยากฝากเด็กๆ ทุกคนไว้คือ
ขอให้เด็กๆ ทุกคนจงเป็นผู้ให้มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ
ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่ไม่ได้ทำให้ตนเองมีค่าเท่านั้น
แต่เป็นชีวิตที่ทำให้ผู้อื่นมีค่าต่างหาก

