สำหรับนิสัย ก็เหมือนกับพฤติกรรมคนนี่แหละนะ (เอาง่ายๆนะ) ซึ่งมันถูกกำหนดมาใน 3 ช่วงด้วยกัน มาดูกันนะ ว่าช่วงไหนกันบ้าง

1.ช่วงเกิด ก็ เราเรียนเรื่องทารกแล้วอ่า (ม.1 ไม่เรียนก็อย่างงเป็นไก่ตาแตกไป) เรารู้กันแล้วใช่มั้ยว่า หลังจากเสปิร์ม ไปผสมกับไข่ได้แล้ว ก็จะเกิดการปฎิสนธิขึ้น ซึ่งทีนี้แหละ กรรมพันธุ์ก็จะเกิดในระยะนี้ โดยกรรมพันธุ์นั้น เรารู้กันแล้วใช่มั้ยว่า เพศชายนั้นเป็นตัวกำหนดเพศของลูก และนิสัยก็เป็นของทั้ง 2 เพศผสมกัน และนิสัยก็เป็นหนึ่งในกรรมพันธุ์ด้วย สังเกตว่า ถ้าพ่อหรือแม่ใจร้อน ลูกที่ออกมาจะใจร้อนด้วย นอกจากนี้แล้ว กรรมพันธุ์ยังสามารถถ่ายทอดโรคได้อีกด้วย เช่น

- โรคทางอายุรศาสตร์ เช่น ธาลัสซีเมีย เบาหวาน เป็นต้น
- โรคทางจิตเวชศาสตร์ เช่น Down's syndrom,Edward's Syndromเป็นต้น

แต่ทั้งนี้ เราเรียนรู้เรื่องนิสัย จำไว้อย่างเดียวเลยอ่านะว่า กรรมพันธุ์ มีส่วนในการกำหนดนิสัย

2.ช่วงเด็ก สำหรับช่วงเด็กนั้น ก็มีอิทธิพลมากๆเลยนะ เพราะเป็นช่วงที่เรียนรู้กันมากที่สุด จะสังเกตได้ว่า เด็กเรียนรู้อะไรได้ไวมากๆเลย แต่ก็ยังไม่มีประสบการณ์ที่จะแยกแยะได้เลยนะว่า สิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี ดังนั้นกลไกทางจิตเด็กจึงจะเป็นแบบ Identification หรือการเลียนแบบเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะช่วง 2-5 ขวบ ช่วงนี้เด็กจะรู้ประสีประสาแล้ว เป็นช่วงที่เด็กจะเรียนรู้อะไรมามากที่สุด ดังนั้นถ้าครอบครัวให้การเรียนรู้สิ่งผิดๆ โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ดี เด็กอาจจะนิสัยไม่ดีด้วยก็ได้

2 ช่วงที่กล่าวมา มักจะเป็นสันดาน แต่ไม่ใช่นิสัย เพราะนิสัยแก้ง่าย สันดานแก้ยาก ถ้ามีการปลูกฝังหลังจากนั้น จะเป็นนิสัยเยอะกว่านะครับ

3.ช่วงประสบการณ์ฝังใจ ผมว่าบางคนเสียเพราะช่วงนี้ครับ ผมขอยกตัวอย่าง เช่นบางคน โดนแกล้งบ่อยมากๆ บ่อยเข้า เขาก็กังวลและเก็บกด แต่เขาก็ไม่สามารถทำไรได้ จึงเกิดความรู้สึกฝังใจหลังจากนั้น โดยการไม่ยอมคบกับใคร เพราะกลัวโดนแกล้งอีก เป็นต้นนะครับ สำหรับวัยรุ่นก็มีหลายกรณีครับ แต่สิ่งนี้ ถ้าได้รับการจิตบำบัด หรือ บำบัดดีๆก็อาจจะหาได้นะครับ

3 ช่วงที่ได้กล่าวมานี้ ก็เป็นปัจจัยนิสัยของมนุษย์เบื้องต้นที่เกิดขึ้นมา สำหรับการแก้ มีคนบอกว่าเขาชอบแก้ที่ปลายเหตุ เช่น การปฎิรูปการศึกษาให้เด็กคิดได้ คิดเป็น ทั้งๆที่ความจริงแล้วเขาอาจจะไม่ยอมรับเลย ดังนั้นจริงๆต้องแก้ตั้งแต่ อนุบาลเลย ไม่ใช่ว่าอยู่ๆมาแก้ เด็กก็คนนะ ปรับตัวไม่ได้นะ รู้รึเปล่า

ต่อมา เรามาดูโครงสร้างทางจิตของมนุษย์กันบ้างนะ มีอยู่ 3 ระดับ ดังนี้นะ

1.ID คือโครงสร้างพื้นฐานของคนเราที่กำหนดมาตั้งแต่เกิด จะกระทำอะไรก็ได้โดยไม่ได้คำนึงความเหมาะสมไรเลย


2.Ego คือโครงสร้างทางจิตที่มีเหตุผล ตัดสินว่าจะทำตาม ID หรือ Superego ดี


3.Superego คือโครงสร้างทางจิตที่มีเหตุผล มีคุณธรรม ซึ่งเราได้มาจากการปลูกฝังของสิ่งแวดล้อมต่างๆ

มันไม่จบแค่นี้สิ เมื่อ ID มันแพ้ Superego มันจะแสดงกลไกทางจิต (Defense Mechanism) ขึ้นมา ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันความเครียดและผลกระทบต่างๆ มี 16 ข้อ ดังนี้

1.การปฏิเสธไม่ยอมรับความจริง (Denial of Reality) คือการโกหกนะ เช่น ได้ข่าวว่าพ่อป่วย ก็ปฎิเสธและบอกคนอื่นไปว่า พ่อนั้นไม่ป่วย เป็นต้น

2.การหาเหตุผลเข้าตัวเอง (Rationalization) คือ การหาเหตุผลเพื่อให้ตนเองรู้สึกถูกต้อง เช่น สอบตก ก็บอกว่าข้อสอบยาก ดีแล้วที่สอบไม่ผ่าน เพราะเรารีคะแนนได้

3.การกล่าวโทษผู้อื่น (Projection) อันนี้เป็นการโทษผู้อื่น เพื่อให้ตัวเราไม่ผิด เช่น เราลอกการบ้านเพื่อน แต่เรากลัวโดนด่า เลยบอกว่าเพื่อนอีกคนเป็นคนลอก

4.การแสดงความก้าวร้าว (Aggression) อันนี้เป็นการกระทำที่เมื่อตัวเองไม่ได้อย่างที่พอใจ ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เช่น โดนบ่น ก็มักจะมาเตะต่อยเพื่อน

5.การเก็บกด (Repression) กลไกนี้จะพยายามเก็บกดความเครียดไว้ข้างใน จนลืมไปเอง แต่กลไกนี้ไม่ค่อยดี เพราะถ้ามันประทุออกมา ก็รุนแรงมากๆ และเราอาจจะเสียไปเลยก็ได้

6.การถดถอย (Regression) คือ การที่เราได้ทำพฤติกรรมย้อนกลับไปให้เหมือนช่วงที่เราได้สิ่งที่ต้องการ เช่น ม.6 จะจากกันแล้ว แต่ความสัมพันธ์มาก ก็จะมารวมตัวและใช้ชีวิตร่วมกันอีก หรือ การที่เด็ก 7-8 ขวบ ชักดิ้นชักงอเหมือนเด็กทารกที่ห้าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

7.การแสดงปฏิกริยาตรงข้ามกับสี่งที่ต้องการแท้จริง (Reaction Formation) กลไกที่ผมว่าหลายๆคนใช้บ่อยนะ เช่น เราชอบคนๆนี้มากๆ แต่เราไม่กล้าไปคบเขา จึงแสดงพฤติกรรมเป็นคนที่ไม่ชอบเขา ทั้งๆที่เราชอบเขามากๆ

8.การฝันกลางวัน (Fantasy) คือ การที่เราฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น รู้ตัวว่าสอบเลขทีนี้ได้รีคะแนนแน่ๆ แต่ก็ฝันไปไกลมากๆ ถึงกระทั่งตัวเองได้คะแนนเต็มเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใช้มากเขาอาจจะไม่ยอมรับความจริงได้

9.การแยกตัว (Isolation) คือ การที่เราแยกตัวออกจากสิ่งเร้าใดสิ่งเร้าหนึ่งที่เรารำคาญ หรือ เบื่อ เช่น การที่เราเห็นการตบตีกันเกิดขึ้น เราก็หนีห่างไปจากตรงนั้น เพื่อไม่ให้โดนลูกหลง เป็นต้น

10.การหาสิ่งแทนที่ (Displacement) คือ กลไกทางจิตที่ช่วยบรรเทาอาการการคับอกคับใจได้ดีพอควรนะ เช่น เราชอบคนๆหนึ่ง แต่คนๆนี้เขาชอบคนอื่นแล้ว เราเลยไปชอบคนอื่นแทน

11.การเลียนแบบ (Identification) กลไกนี้มีส่วนต่อสังคมมากๆนะ ถ้าเขาเลียนแบบในสิ่งที่ดีก็โอเค แต่ไม่ดีนี่ไม่ควรนะ แต่ทั้งนี้การเลียนแบบก็ต้องพอควร อย่ามากเกินไป มันไม่ดี

12.การชดเชย (Compensation) กลไกทางจิตนี้จะใช้เมื่อเรามีความคับใจเช่นกัน แต่เราจะชดเชยด้วยสิ่งอื่นแทน เช่น เราตัวเตี้ยโคตรๆนะ เราก็ชดเชยความเตี้ยของเราโดยการเรียนดีแทน

13.การแสดงพฤติกรรมซ้ำ (Obsessive Compulsive) คือการแสดงพฤติกรรมซ้ำๆซากๆ ทั้งๆที่ได้ทำไปแล้วแล้วเกิดความกังวลใจ จึงมาทำซ้ำอีกครั้ง จนกว่าจะสบายใจ ซึ่งถ้าใช้มากไปเราอาจจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำได้

14.การแสดงพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ (Sublimation) คือ การปรับตัวให้ยอมรับความจริง โดยปรับตัวให้สามารถเข้ากับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

15.การหันมาเรียนรู้เชิงวิชาการ (Intellectualization) คือ การที่เราพลาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วเรามาสนใจเรื่องของวิชาการในสิ่งที่เราพลาดแทน เช่น เตะบอลแพ้แล้วมาสนใจกติกาบอล

16.การข้ามเรื่องที่กังวลไปก่อน แล้วค่อยมากังวลต่อทีหลัง (Suppression) คือ การที่เราเก็บเรื่องที่เราเครียดไว้ในจิตสำนึก แล้วค่อยมากังวลภายหลัง เช่น กังวลว่าสอบไม่ได้ แต่บอกตัวเองว่าหลังสอบถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยมากังวลอีกทีหนึ่ง

สำหรับบทความวันนี้ ขอจบลงแค่นี้นะครับ สำหรับจิตวิทยาทั่วไปยังมีอีกมาก คงต้องศึกษาอีกนานนะครับ


edit @ 2006/03/04 01:49:57
edit @ 2006/03/04 02:17:40

Comment

Comment:

Tweet

question surprised smile

#12 By 555+ (125.26.199.121) on 2010-07-12 15:54

Hi man!

#11 By tramadol (75.129.137.96) on 2006-11-16 03:36

Honda Miami

#10 By Mike (87.248.183.183) on 2006-08-30 19:47

Join the demonstrators wearing dummy explosive vests!

#9 By phentermine (64.92.171.106) on 2006-08-18 16:23

ถูก....ถูก...ถูก ถูกต้องนะค้าบบบบบบบ

#4 By Ku@ng,..คุง on 2006-03-04 20:22

งืม...=*=
เพิ่งสอบ psycho ไปหยกๆ เรื่องนี้เรย
พอเรียนจบครอสจะรู้สึกตัวเองโรคจิต หรือมีปัญหาทางสังคมนิดๆ

ชอบอาจารย์คุณข้างบนอธิบายจัง เอาเล้ยยยยยย

#3 By kororo on 2006-03-04 08:50

อาจารย์ผมเคยอธิบายเรื่อง Id Ego Superego ให้ฟังโดยเปรียบเทียบดังนี้

สมมตินั่งอยู่ข้างสนามดีๆู่ เกิดรู้สึกเงี่ย- ขึ้นมา

เห็นแม่หมาเดินตัวนึงเดินอยู่กลางสนาม Id ก็จะบอก เอาเล้ยยย

แต่ Ego จะบอกว่า เฮ้ย เอาหมาได้ไง ต้องเอาคนสิวะ

ทันใดนั้นมีสาวสวยเดินผ่านมากลางสนาม Ego จะบอก เอาเล้ยยย

ตอนนี้ Superego จะบอกว่า เฮ้ยจู่ๆเอ็งจะกระโดดไปเอาเค้าที่กลางสนามไม่ได้นะโว้ย มันเป็นการกระทำชำเรา ต้องจีบเค้าแล้วให้เค้าสมยอมสิวะ แล้วก็ต้องทำในที่ลับด้วยไม่ใช่ที่กลางสนาม...

นี่เปรียบเทียบถูกมั้ยเนี่ย

#2 By PastelSalad on 2006-03-04 02:55

แทงใจดำนิดๆอ่ะขอรับ= ="b

#1 By saya chan on 2006-03-04 01:51