Singapore Offair [สิงคโปร์ออฟแอร์] ตอนที่ 7 [Epilogue] [1-10-49]
posted on 08 Oct 2006 16:15 by webmasterz in Singapore-Offairถ้าเปิดมาพบหน้านี้ ขอเชิญอ่าน
ตอนที่ 1 [Prologue]
ตอนที่ 2 [Science Centre & Snow City & China Town]
ตอนที่ 3 [Plaza Singapura & Night Safari]
ตอนที่ 4 [Sentosa Island]
ตอนที่ 5 [Orchard road]
ตอนที่ 6 [Merlion Park & Little India]
ก่อนครับ เพื่อความสนุกสนาน และ ความต่อเนื่องคร้าบ
...............................................................
หลังจากเราอยู่สิงคโปร์มาเป็นเวลาเกือบ 1 สัปดาห์
วันนี้ ก็เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ที่สิงคโปร์แล้ว
จะดีใจก็ดีใจ จะเศร้าก็เศร้า แต่ต้องทำใจ
เพราะนี่คือ ชีวิต มีเข้า ก็ต้องมีออกเป็นธรรมดา
ส่วนตอนสุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตามชมครับ
...............................................................
มาชิวๆกันต่อเลยละกันน้อ
วันนี้พวกเราต่างตื่นสายกันอย่างมาก เพราะตามกำหนดการแล้ว วันนี้จะไม่มีการเลี้ยงข้าวเช้าและข้าวเที่ยงแต่อย่างใด แต่จะให้เงินแล้วไปกินกันเอง และเวลานัดคือ 10 โมงกว่าๆครับ
ซึ่งพวกผมกว่าจะตื่นกันก็เกือบๆ จะ 9 โมง ซึ่งเมื่อตื่นแล้วก็มาจัดกระเป๋าเตรียมกลับเมืองไทย เมืองที่เราอยู่ และ ที่ที่เราต้องรับสิ่งเดิมๆต่อไป

อ่า หลัวจากเราจัดกระเป๋าอะไรกันเรียบร้อยแล้ว เราก็นำกระเป๋าไปเก็บไว้ในห้อง และผมก็มาถ่ายภาพนี่แหละ ซึ่งเชื่อมั้ยครับว่า ภาพนี้ผมแอบถ่าย !!!

หลังจากพวกเราแยกย้ายไปกินข้าวที่ศูนย์อาหาร จนพอมีเรี่ยวมีแรงแล้ว หลายๆคนก็ไปเล่นพูล บางคนก็มาเล่นเน็ตดังในภาพ ซึ่งบริการฟรีครับ

บางกลุ่ม ก็นั่งร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ย้อนความทรงจำตลอดเวลาที่ผ่านมา แล้วยอมรับความจริงในปัจจุบันว่าทุกอย่างต้องมีวันเลิกรา

บางกลุ่ม ก็กำลังนั่งรอเวลากลับเมืองไทย ไม่มีอะไรบอกได้ว่าเขาดีใจ เขาเสียใจ หรือเขาเฉยๆ กับการลาจากที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อไป

บางคน ก็กำลังบันทึกประสบการณ์สุดๆ เขาเลือกที่จะคุยกับพี่สตาฟ และรับใบประเมินผลโครงการอย่างไม่รอรี เพราะนี่ใกล้ถึงประสบการณ์สุดท้ายแล้ว

บางคู่ ที่ไม่รู้จะทำอะไรดี พวกเขาเหล่านึ้ เลือกที่จะดูรูป ดูประสบการณ์ดีๆ ต่างๆ ที่ผ่านมา เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรบอกได้ว่าเราจะได้มาอีกเมื่อไหร่ นานแค่ไหนถึงจะได้มา

และนี่คือภาพสุดท้ายของรีสอร์ทแห่งนี้ ที่ผมได้ถ่ายไว้ก่อนเราจะไปสนามบิน ดูเหมือนเงียบสงบในบางครั้ง แต่อย่างน้อย มันก็แฝงไปด้วยความมีชีวิตชีวาของผู้ที่เข้าพัก

กระทั่งเวลาบ่าย 2 กว่าๆ รถได้มารับเราในที่สุด บางคน ก็หันกลับไปดูรีสอร์ทเป็นครั้งสุดท้าย บางคนก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆกับเพื่อน แต่ที่สำคัญ เราเป็นรุ่นแรกที่ได้มาต่างประเทศ และเรามีหน้าที่ในการเขียนบันทึกประสบการณ์ เพื่อหาบันทึกที่ดีที่สุด ลงวารสารโรงเรียนในปีการศึกษาหน้า

และนี่คือภาพสุดท้ายของ Pasir Ris ที่ผมได้ถ่ายไว้ แม้บนถนนหนทางอาจจะเงียบ คนอาจจะไม่พลุกพล่าน แต่ความเงียบเหล่านี้ก็มีเสน่ห์ เพราะมันทำให้เราได้ค้นพบตัวเอง ท่ามกลางธรรมชาติที่สลับกับตึกต่างๆ อย่างลงตัว

กระทั่งเวลาแห่งการลาจากใกล้มาถึงทุกขณะ เมื่อเราเห็นอาคารควบคุมการบินของสนามบินซางฮี อยู่ไม่ไกลจากรถบัสเราเท่าไรนัก

ยิ่งเมื่อเท้าเราแตะพื้นของสนามบินซางฮี เวลาการลาจากยิ่งใกล้ถึงเข้ามาอีก พวกเราต่างไปเช็คอินและผ่าน ตม. ของประเทศสิงคโปร์
จากนั้น เราได้ไปเล่นเน็ตกัน ซึ่งในสนามบินนั้นบริการเน็ตฟรี แต่ข้อเสียคือจะตัดทุก 15 นาที กระทั่งเราต้องขึ้นเครื่องในที่สุด
แม้อาจจะดูเศร้าใจ เมื่อลูกบอลที่พวกเราซื้อต้องอยู่ที่สิงคโปร์ต่อไป เพราะพวกเราลืมเอาลมออกจากลูกบอล ทำให้ไม่สามารถเอาขึ้นเครื่อง มันจึงน่าเศร้ามาก
ท้องฟ้าของสิงคโปร์นั้นสวยงามเหลือเกิน เมื่อบินขึ้นมาสูงเรื่อยๆ ความงามของเมฆที่สวยงามราวกับสรวงสวรรค์ก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าต่างของพวกเรา กระทั่งฟ้ามืดลงเรื่อยๆ และเครื่องบินก็ลดความสูงลงมาเรื่อยๆ
พวกเราได้เห็นทัศนียภาพของสนามบินสุวรรณภูมิอย่างชัดเจน บางคน รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมากที่เวลามันสั้นเหลือเกิน เพราะ ณ บัดนี้เราถึงประเทศไทย ประเทศของพวกเราแล้ว

คนหลายๆคนในภาพนี้ นั่งเครื่องบินเที่ยวเดียวกับพวกเรา และ เขาก็มีเหตุผลต่างๆนาๆ ที่ไปสิงคโปร์ และ ณ บัดนี้ คนหลายๆคน ก็ต้องไปใช้ชีวิตแบบเดิม ณ ที่เดิมอีกเช่นเคย

บัดนี้ ศาลาไทยที่เราเห็นนั้น ได้บ่งบอกแล้วว่า นี่คือประเทศไทยจริงๆ แล้วเราต้องใช้ชีวิตเหมือนเดิม แม้เราอาจจะไม่ได้ขึ้นไปชมอย่างใกล้ชิด แต่มองด้วยสายตา ความสวยงามเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกดีใจกับการกลับมาที่ประเทศไทย แต่ในใจก็ยังอาลัยประสบการณ์ดีๆที่สิงคโปร์อยู่

บางคนก็ไม่รอรีที่จะโทรหาครอบครัว เพื่อบอกถึงการกลับมาของเขา เพราะหลายๆคน เป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มๆ ที่ไม่ได้โทรหาใครในครอบครัวเลย บางครั้ง สายใยรักเหล่านี้ก็ไม่อาจจะขวางกั้นได้โดยระยะทางก็เป็นได้ เพราะทุกๆคน แม้จะคิดถึงใครในครอบครัว แต่ทุกๆคนก็ไม่มีใครแสดงออกเลยว่าคิดถึง บางที เขาอาจจะซ่อนความคิดถึงเหล่านั้นไว้ และทำกิจกรรมต่างๆ ให้ดีที่สุดจะดีกว่า

บางกลุ่ม ก็อยากจะบันทึกภาพแห่งความทรงจำเอาไว้ เพราะพวกเรายังเป็นเด็ก ยังเป็นชั้นเดียวกันอยู่ แน่นอนว่าพวกเราจะไม่มีโอกาสมาด้วยกันอีกแล้ว แม้จะมีคำว่า ปาฎิหาริย์ แต่แสงแห่งปาฎิหาริย์คงริบหรี่เต็มที และเมื่อวันที่เราแยกกันมาถึง ก็ไม่มีสิ่งใดห้ามเราได้เช่นกัน

ยักษ์ในภาพ ก็เป็นยักษ์ที่เรารู้จักกันดี นั่นคือ ทศกัณฑ์ ที่เราเรียนกันมานาน และเราก็ยังต้องเรียนถึงบทบาทยักษ์ตัวนี้ ผ่านทางบทเรียนภาษาไทยในเรื่อง รามเกียรติ ต่อไป ก็คงเหมือนกับชีวิตของเรานี่แหละ ที่ยังต้องดำเนินต่อไป ใช่ว่าจะสิ้นสุดแค่วันนี้วันเดียว

หลังจากเราผ่านการตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว เราก็ต่างไปรับกระเป๋ากัน บางคน หลังจากรับกระเป๋าเสร็จก็รีบออกไปด้านนอก เพื่อกลับสู่ที่พักของตนเองต่อไป

ภาพสวยๆ น่ารักๆ ของครอบครัวคงเป็นพยานอย่างหนึ่งว่า การเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเรา 7 วัน ได้สิ้นสุดลงแล้ว และเราต้องใช้ชีวิตตามปกติในสังคมเช่นเดิม ในสังคมที่เราคุ้นเคย และ ชินกับมันแล้ว

พี่สตาฟนั้นนับว่ามีส่วนเช่นกัน ในการผลักดันให้ประสบการณ์ดีๆเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งเราต้องขอบคุณเขามากทีเดียว เพราะนอกจากเราได้ภาษาแล้ว เรายังได้ประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย

ความวุ่นวายสับสนในสนามบิน ก็เป็นพยานอีกตัวหนึ่งเช่นกัน ที่ทำให้เราได้รู้ว่าเราต้องกลับไปทำสิ่งที่เราต้องทำแล้ว และต้องทำต่อไป

บรรยากาศภายในสนามบินสุวรรณภูมินั้นสวยงามมากครับ มีป้ายต่างๆ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และการออกแบบที่ดูโล่งโปร่งสบายตา สมแก่การรอคอยจริงๆครับ

บางคน ที่ยังไม่กลับก็ทำกิจกรรมชิวๆ รอรถโรงเรียนครับ

บางคน ก็รออย่างใจจดใจจ่อมากเลยทีเดียว

บางคน เลือกที่จะรวมกลุ่มถ่ายรูป บันทึกประสบการณ์ดีๆไว้

และบางคน ก็เห็นการถูกถ่ายรูปเป็นสิ่งน่าสนุกไปแล้ว

กระทั่งเราต้องออกไปด้านนอก และนั่งรถโรงเรียนกลับกันในที่สุด บางคนที่พ่อแม่มารับก็กลับกันไป ส่วนพวกที่มารอรับที่โรงเรียน ก็นั่งรถกลับโรงเรียน ซึ่งวิวภายนอกก็สวยงามไม่แพ้ภายในเลย

รถแล่นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงโรงเรียนของพวกเรา ความมืดในยามราตรีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการจบทริป อย่างสมบูรณ์ และการแยกย้ายไปใช้ชีวิตจริง ของพวกเราในสังคมไทยต่อไป
ท้องฟ้ายามราตรีของกรุงเทพฯ แม้พระจันทร์จะไม่ได้ส่องสกาวเท่าที่คิด ไม่ได้สวยงามเท่าในนิยาย แต่มันก็สวยงามในชีวิตเดิมๆของผมแล้ว
ขณะนั่งรถแท็กซี่กลับกับเพื่อน ผมครุ่นคิดถึงสิงคโปร์ ไม่รู้ว่าขณะนี้สิงคโปร์จะเป็นอย่างไร ที่รีสอร์ทจะเงียบเหงาไหมหนอ และสถาบันนั้นจะเป็นยังไงต่อไป
บางที เขาอาจจะต้องปรับตัว รอรับสิ่งใหม่ๆ เช่นเดียวกันกับพวกเรา
กระทั่งรถแล่นมาถึงหน้าปากซอยของผม ผมก็ได้ลงจากรถและเข้าไปที่บ้านในทันที เรื่องราวเดิมๆ ก่อนออกจากบ้าน เมื่อ 7 วันที่แล้วย้อนกลับมาในหัวสมองของผมอีก และปัจจุบันนี้ ผมก็ต้องคิดต่อไปว่าจะต้องทำอะไรต่อไป บางที ความคิดเหล่านี้อาจจะไม่ต้องคิดเลยก็ได้ เพราะสมอง สั่งการให้ทำสิ่งเดิมๆ ที่ควรทำ และต้องทำไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด
เพราะตอนนี้ คือชีวิตจริงในเมืองไทย ไม่ใช่ที่สิงคโปร์แล้ว
เราจึงต้องดำเนินชีวิตต่อไป อย่างมีคุณค่าที่สุด
..........................................................................
ขอขอบคุณ
บริษัท ESE ที่กรุณามาจัดการทริปที่โรงเรียนเรา
โรงเรียน ที่ทำให้มี Intensive และทริปนี้
ชาวสิงคโปร์ที่น่ารัก
เพื่อนๆ ทุกคน
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับทริปนี้ทุกท่าน เช่น พี่จอย พี่ต้อม พี่มด
ประสบการณ์ที่ทำให้พวกเราเข้าใจชีวิตมากขึ้น
เวลาดีๆ ที่ทำให้เราได้มาพบกัน
..........................................................................
สุดท้าย อยากฝากไว้ว่า ชีวิตของพวกเราต้องดำเนินต่อไป
แม้อาจจะต้องมีปัญหา มีสิ่งเลวร้ายเข้ามาบ้าง
แต่ขอให้มุมานะ ตั้งใจ และปัญหาจะผ่านไปเองครับ
เพราะฉะนั้น เมื่อมีปัญหาอะไรเข้ามา
อย่ายอมแพ้ ครับ !!!



อืม..ตอนนี้ก้อว่างมากมายเลยล่ะเพื่อน.
เอมว่าง..แล้วก้อขี้เกียจอัพ_ของตัวเอง.เลยมีเวลาว่างมากมาเม้นหั้ยแก..
รู้มะ..ช่วงที่พวกแกไปสิงคโปร์น่ะ..เอมโค-ตรว่าง
มันก้อจะมีเปนบ้างวัน..ที่พวกแกออน..คุยกันเปนพาสาคาราโอเกะซะงั้นเลย..
(ทำหั้ยเค้าคิดว่า..ไปแล้วได้เรียนพาสาอังกิดปะวะ.)
ตอนนี้เค้าอยากฆ่าแกมากเลยกวง..ลงโค้ดทำเหี๊ยกอาราย..เค้าจะฟังดงบังเฟ้ย!!(มันตีกันนะรุมะ!?)
พ่อเค้ากลับมาก้อร้องตาม..หนวกหูมากมาย..
อืม..วันสุดท้ายเขียนซะยาว..รายละเอียดมีนิดเดียวแต่เขียนซะเยอะ..
อืม..คิดถึงพวกแกจัง..
ปล..เปลี่ยนเพลงเหอะเค้าว่า..-*-
หึหึ..วันประกาศผลสอบตายแน่..อ้าก!
#1 By เจ้แคนจ้า~! (61.47.88.225) on 2006-10-08 16:51