Blog Tag ที่รอคอย กับการประจานชีวิตกวงคุง
posted on 15 Jan 2007 15:21 by webmasterz in Diaryหลังจากที่กระผมโดน TAG จากท่านพี่น็อต แห่ง
กระผมรู้สึกยินดีมากกกก (มั้งนะ) เพราะงั้นวันนี้
ผมจะมาประจานชีวิตตัวเองผ่านคำถาม 5 ข้อ
บางคนอาจจะรู้ บางคนอาจไม่รู้ ก็ว่ากันไปนะคร้าบ
ส่วนกติกา นั้นก็ไม่บอก เพราะคงรู้กันอยู่แล้วแหละเนาะ
........................................................
1. ทำไมมันชอบเขียนบทความเชิงสุขภาพจิต
อันนี้หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ และไม่มีใครรู้ว่าทำไมผมถึงเขียน จริงๆแล้วมีสาเหตุครับ สาเหตุนั้นน้ำเน่ากว่าที่คิดเยอะเลย แต่ผมก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจอยู่ดี
สาเหตุจริงๆ แล้ว กระผมนั้นเป็นคนที่มีความรู้สึก น้อยใจในตัวเอง ครับ เพราะชีวิตผมแต่ละอย่างไม่ค่อยมีอะไรดีๆเลย เหมือนว่าวันหนึ่งอยู่ไปเพื่อให้ถูกด่า และเป็นที่รองรับอารมณ์มากกว่า
อ่านถึงตรงนี้คงจะพอรู้แล้วว่า ผมอยากเขียนทำไม เพราะผมอยากให้ทุกคนมีความสุขกับบทความผม เพราะบทความแต่ละบทความที่ผมเขียนนั้น เป็นตัวบอกจุดด้อยของผมตอนนั้น เช่นบทความที่มีคนคอมเม้นต์มากที่สุด
"มอง 2 แง่ มอง 2 มุม ดีจังเลย" บทความนี้ ผมเขียนเพราะว่าผมมองว่าตัวเองเป็นคนที่มองตัวเองในแง่ลบ ไม่มีคนรักไม่มีใครชอบ ผมเลยเขียน เผื่อตัวเองจะดีขึ้นได้บ้าง
ณ ปัจจุบันนี้ที่ไม่ค่อยเขียน เพราะว่ายังรู้สึกชีวิตมีความสุขอยู่ครับ ถ้าเริ่มเศร้า หมดกำลังใจเมื่อไหร่อาจจะมาเขีนนอีกตามเคย
2.ทำไมมันชอบติววิชาสังคม
คำถามนี้ เพื่อนหลายๆคนรู้แล้ว แต่หลายๆคนยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นผมก็ขอย้อนอดีตด้วย Memory Machine กลับไปยังสมัย ม.1 ก่อน
ตอน ม.1 บอกตรงๆว่า ทั้งห้อง รวมถึงผม ไม่ค่อยสันทัดกับวิชาสังคมเท่าไรนัก เนื่องจากเทคนิคการสอนวิชาสังคมนั้นแปลกประหลาดมาก เป็น Child Centre จริง แต่ว่าเล่นให้เด็กอ่านเอง ตั้งคำถามตอบกันเอง มีหรือที่คะแนนสอบออกมาจะดี เพราะฉะนั้น ตอน ม.1 วิชาสังคมและพระพุทธ จึงเกรด 3 กันทั้งห้องมีแค่คนเดียวที่เกรด 4
แต่พอมาตอน ม.2 บอกตรงๆว่าได้อาจารย์ที่สอนดีมาก ผมว่าน่าจะสอนดีที่สุดในโรงเรียนเลย ทำให้พวกเราแทบทุกคนเข้าใจในวิชาสังคม สรุปเกรดออกมาดีครับ
ส่วนสาเหตุที่ผมมาติวนั้น เพราะอาจารย์คนนี้นี่แหละ ทำให้ผมอยากให้เพื่อนๆมีความรู้ในวิชาสังคมมากขึ้น โดยเน้นการติวที่สนุกสนาน ไม่ยาก และปัจจุบันก็ยังทำอยู่
แม้ว่าตอนนี้จะมีบริการจัดหาข้อสอบ แต่ผมก็ยังพยายามใช้ควบคู่กัน เพราะว่า สังคมไม่ใช่วิชาที่ติวแค่ 5 นาทีเสร็จ แต่ต้องใช้เวลาและความรู้ในการติว เพราะฉะนั้นผมจึงต้องพยายามในการพูดช้าๆ เพื่อสื่อความหมายให้เพื่อนๆ เข้าใจได้มากที่สุด
และแม้จะจบ ม.3หน้าที่นี้ผมอาจจะหมดลง แต่ผมก็จะจำประสบการณ์ดีๆ นี้ไว้ตลอดไป
3.ประสบการณ์หน้าแตกสุดของมัน
ตอนนั้น จำได้ว่าผมอยู่ ป.4 ก็ไปที่ร้าน Family Mart (หรือ A.M P.M ฟะ) กับรุ่นพี่ ป.6 ข้างบ้านตอนนั้น เพื่อไปซื้อของทำเกมโชว์กัน เพื่อเล่นกันเอง
ทีนี้ ไปเจอกับพี่ๆกลุ่มหนึ่ง มาขอให้เราเป็นนายแบบและนางแบบเพื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ให้ ตอนนั้นก็รู้สึกดีใจเพราะยังเป็นเด็กๆอยู่ ก็เลยถ่ายไป ซึ่งพี่เขาบอกว่าจะออกทีวีนะ เราก็เลยปลื้ม
จนถึงวันออกจริง ตอนนั้นก็รีบกุลีกุจอขึ้นมาดู รีบเปิดทีวีที่ช่อง 9 ตามที่พี่เขาบอก แต่ท้ายสุดก็เกิดความไม่ปลื้ม โดนพี่พวกนี้หลอกซะแล้ว เพราะที่เราถ่ายไปไม่มีออกเลย TT
4.ทำไมมันถึงเน้นจิตวิทยาออนไลน์
สาเหตุที่ผมนั้นเน้นจิตวิทยาออนไลน์ บอกตรงๆว่าสาเหตุมาจากเว็บบอร์ดโรงเรียนครับ เว็บบอร์ดโรงเรียนผมมีความเป็นมาที่ยาวนานมาก
ตอนแรกๆที่ดูก็โพสในลู่ในทางกันอยู่หรอก กระทั่งมีช่วงนึงที่เว็บโรงเรียนล่มไป ก็มีการตั้งบอร์ดใต้ดินขึ้นมา จนทำให้การโพสเกิดความยุ่งเหยิง เริ่มเกิดความวิบัติทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมขึ้น
ในทางความคิดของผม ผมว่าตัวตนของคนเรามี 3 แบบ คือ ตัวตนจริง ตัวตนเสมือน และ ตัวตนขนาน
สำหรับสังคมออนไลน์ ก็มีการใช้ตัวตนทั้ง 3 แบบ ซึ่งบางแบบนั้นก็คิดไม่ถึงว่าคนๆนั้นจะเป็น เพราะอย่างที่กล่าว มันไม่เห็นหน้ากัน จะทำอะไรก็ได้ เพราะชื่อ ก็ใช้เป็นนามแฝง
ผมจึงเริ่มเน้นจิตวิทยาออนไลน์ เนื่องจากผมสังเกตว่าสังคมที่ไร้การควบคุมอย่างนี้ พฤติกรรมจะแสดงออกมาได้เต็มที่ และยิ่งไม่เห็นหน้าด้วยแล้ว ก็สามารถแสดงพฤติกรรมในทางเลวร้ายได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ตัวตนในการแก้ไขผมจะอยู่ในส่วนของตัวตนจริง
ผมไม่ชอบสังคมออนไลน์ที่มีแต่ด่ากัน หรือ หาความมีสาระไม่ได้ เพราะฉะนั้น เวลาทำไรผมจึงต้องมีเหตุผลด้วยประการฉะนี้แล เพราะถ้าไม่รีบแก้ ภาวะกู่ไม่กลับย่อมมาถึงแน่นอน
5.ประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุด

บอกตรงๆว่า ประสบการณ์นี้มันเพิ่งเกิดเอง เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ที่ได้ไปเข้าค่ายภาษาอังกฤษ ณ Brookside Valley Resort จังหวัดระยอง จริงๆ ค่ายนี้ดูเหมือนไม่มีไร
แต่ผมเข้าใจว่าพวกพี่ๆสตาฟจาก ESE คงอาจจะสงสัยกับค่ายนี้ เพราะต้องแชร์เวลากันระหว่างสตาฟจาก ESE กับรุ่นพี่ IEP คือพวกผมนั่นเอง
ตั้งแต่กิจกรรมแรกคือกิจกรรรมรับน้อง ผมในฐานะช่างภาพสังเกตเห็นพฤติกรรมของเด็กๆมากมาย กระทั่งวันเวลาผ่านมาจนถึงกิจกรรมการผูกข้อมือ
ตอนนั้น ผมเชื่อมั่นแล้วว่า ผมเชื่อใจเด็กรุ่นต่อไปที่จะเป็นรุ่นพี่แทนพวกผมได้แล้ว แม้สายสิญจน์อาจจะเป็นแค่เส้นเล็กๆ แต่เส้นเล็กๆนี้ก็เป็นพันธะแห่งมิตรภาพที่จะมีกับรุ่นน้องต่อไป ซึ่งหลังจากตอนนั้นพวกผมก็เริ่มน้ำตาไหลกันออกมา โดยเฉพาะตอนร้องเพลงกว่าจะรัก และ ตอนขึ้นรถ ซึ่งผมเองและเพื่อนๆ ก็ประทับใจความสามัคคีของน้องๆและทุกคนในห้องมาก เพราะมันคือครั้งสุดท้ายที่เราจะเข้าค่าย IEP ด้วยกันแล้ว
[แถม] 6.ทำไมมันถึงตั้งชื่อบล็อกว่า webmasterz
สาเหตุคือ ตอนนั้นผมทำเว็บอยู่ แล้วก็รู้สึกประทับใจกับตำแหน่ง webmaster มาก แต่ผมมีจรรยาบรรณและคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า การอ้างชื่อเป็น webmaster นั้นไม่ดี
ผมเลยต้องทำใจเล็กๆน้อยๆ ตอนนั้นก็จนปัญญาด้วย จึงตั้งชื่อบล็อกเป็น webmasterz เนื่องจากผมทำเว็บกวนประสาทดีได้ใจ
เป็นแบบนั้นแหละครับ - -
........................................................
อ่า สำหรับบล็อกนี้ ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ
เพราะว่า ไม่มีการ TAG ต่อนะคร้าบ เนื่องจากหาคนไม่ได้
ดังนั้น รอดคร้าบ !!!


จริงๆ แล้วติวให้เพื่อนๆก็ดีนะค่ะ ตัวเราเองก็ได้ฝึกฝนให้เก่งด้วย ก็ทำให้เก่งยิ่งๆ ขึ้นไปเน๊อะ
#1 By ...Cheon... on 2007-01-15 17:46