[คำเตือนก่อนเข้าสู่เนื้อหา]

     เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ อย่าได้นำไปผสมกับบทเรียนเป็นอันขาด เพราะจะอ้างอิงกับบทเรียนในระดับชั้น ม.ปลาย แค่บางจุดเท่านั้น นอกจากนั้นจะเป็นแนวคิด และมีบางจุดที่ไม่ตรงกับตำรา

     สำหรับเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ จะอ้างอิงในส่วนของแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลในพันธะโคเวเลนต์เป็นหลัก อันประกอบไปด้วย แรงลอนดอน แรงดึงดูดระหว่างขั้ว และพันธะไฮโดรเจน

     ดังนั้นจึงขอให้ผู้อ่านทุกๆ ท่าน อ่านเพื่อจับแนวคิดนะครับ

..........................................

          จากภาพ เป็นตารางธาตุที่สุดสยองของเด็กสายวิทย์ เพราะต้องท่องกัน โดยเฉพาะ หมู่ 1A ถึงหมู่ 8A และบางโรงเรียนจะท่องหมู่ B ซึ่งเป็นธาตุทรานซิสชั่นด้วย โดยเวลาฝึกท่องนั้น ถ้าท่องพร้อมกันจะเป็นอะไรที่สนุกสนานมากทีเดียว

          แต่สิ่งที่จะพูด อยู่ในอโลหะเท่านั้น เพราะฉะนั้น ลิเทียมมมมมมม โซเดียมมมมมมม หมู่ 1 - หมู่ 3 และทรานซิสชั่น ( Be กะ B ที่เป็นตัวยกเว้น จะคิดหรือไม่ตามสบาย) ตัดออกไปซะดีๆ เพราะว่าพันธะไอออนิกกะโลหะ ผู้เขียนยังคิดไม่ได้ว่าจะทำให้มันเป็นแนวคิดในชีวิตยังไงดี (แบบว่า ตอนนี้คิดได้แค่นี้อ่ะนะ~)

 

          พันธะโคเวเลนต์คืออะไร พันธะโคเวเลนต์เป็นหนึ่งในแรงยึดเหนี่ยวภายในโมเลกุลของสาร ที่มีการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน (อธิบายงี้วิชาการไปเนาะ)

           เอาง่ายๆ เห็นวงกลม 2 วง ที่มีอิเล็กตรอนวิ่งรอบๆ ข้างบนมั้ย เหมือนกับคนสองพวกมาร่วมตั้งคณะกัน (จริงๆ บางสารแต่ละพวกยังไม่เท่ากันเลย) สมมติเช่น กลุ่มหนึ่งชื่อคาร์บอน กลุ่มหนึ่งชื่อออกซิเจน เผอิญว่ามากันแค่พวกละคนพอดี แต่ลิขิตฟ้าประทานบอกว่า เวลาจะตั้งชื่อจะต้องตั้งให้มีชื่อของคนสองกลุ่มอยู่ด้วยกัน และต้องใส่จำนวนคนลงในคณะที่ตั้งด้วย พร้อมบอกจำนวนเป็นภาษาละตินว่าเท่าไร (เงื่อนไขเยอะเนาะ)

          ดังนั้น มันเลยตั้งชื่อคณะว่า คาร์บอนมอนออกไซด์ หรือ CO

 O=C=O

          อีกตัวนึง ไม่เชื่อว่าทุกคนจะไม่รู้จัก ดูหลักการนี้เช่นเดียวกัน คาร์บอนมันมีหนึ่งเอง แบบว่าเปรี้ยว มาคนเดียว ส่วนออกซิเจนเอาพวกมาอีกคนหนึ่งเป็นสองคน ดังนั้นคาร์บอนจึงจำยอม แล้วตั้งคณะว่าชื่อคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ขึ้นมา

 

ป.ล อย่าคิดอะไรกับบทความนี้ เพราะของจริงก็มีในบทเรียน เรียนทั้งวิทย์และศิลป์~

...............................

หยุดก่อน มาสรุปแนวคิดของพันธะโคเวเลนต์กัน

          แนวคิดที่เกิดจากพันธะโคเวเลนต์นั้น เสมือนกับตัวเราเองน่ะแหละ (อย่าเอาคำอธิบายข้างบนมาปนนะคับ)  เราเกิดมาได้เพราะพ่อและแม่ของเรา เหมือนกับอะตอมมารวมกันจนเป็นโมเลกุลน่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ลักษณะของพ่อและแม่มา คล้ายๆ แนวๆ กับตัวอย่างแหละ

อ่านตรงนี้ดีๆ มันต่างจากที่อื่นนะเฟ้ย

         แต่ในชีวิตจริง เวลามันมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น มันต่างจากเคมีตรงที่ว่า มันจับไม่เลือกเลย ถ้าเราคิดแบบเคมีมันจะคิดแค่สารแบบเดียวกันเท่านั้น ดังนั้นจึงขอแทนโมเลกุล 1 ตัวเป็น 1 คนเลย

คิดแค่ในสถานที่เดียวกันเท่านั้น

          จริงๆ แล้วในเคมี เราเรียนแค่โมเลกุลจับกัน แต่เพื่อให้เข้าใจถึงชีวิตจริง จึงขอกำหนดสถานที่มาให้ด้วย เช่นในที่นี้จะขอกำหนดเป็นห้องเรียน

....................................

ขึ้นของจริงแล้วเฟ้ย !!!

          เราได้เรียนรู้มาแล้วว่า โมเลกุลมันจะอยู่เป็นกระจุกทั่วไปหมด เราไม่เห็นน้ำ 1 โมเลกุล แต่เราเห็นโมเลกุลของน้ำนับไม่ถ้วน เสมือนกับสารที่อยู่ในบีกเกอร์ล่ะ บีกเกอร์คือห้องเรียน ส่วนน้ำนั้นเป็นเหมือนสมาชิกในห้องทุกๆ คน ที่มาเกาะกัน

         ทีนี้ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมันมี 3 แรง ดังนี้

1. เมื่อแรกพบสบตา (แรงลอนดอน)

          จากภาพ เป็นโมเลกุลของอีเทน (C2H6) ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอน ไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวเลย เราจะสังเกตเห็นว่า มันแทรกได้แค่เพียงพวกเดียวกัน

          เสมือนกับพวกเราที่ในช่วงแรกๆ ก่อนที่จะรู้จักคนอื่นนั้น เราก็อยู่แค่กลุ่มก้อนของพวกเรา คนที่รสนิยมเดียวกันเท่านั้น เราจับกันแค่เพียงเท่านี้ ดังนั้นพอไปเชื่อมกับกลุ่มอื่นๆ มันเลยอ่อน อย่างกลุ่มนึงชอบดงบัง แต่อีกกลุ่มนึงชอบเอฟโฟร์ ถ้าเพิ่งรู้จักกันมันเข้ากันได้ยาก

         ดังนั้นพลังของทั้งหมดจึงน้อย ละลายน้ำก็ไม่ได้ ><~

2. รู้จักกันนิดหน่อยละ (แรงระหว่างขั้วแบบมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว)

          พอมาถึงขั้นนี้ เราเริ่มเปิดใจเข้าหากันมากขึ้น บางคนถึงทิ้งเอกลักษณ์ไฮโดรคาร์บอนของตนเอง แล้วเอาตัวอื่นเข้ามาแทน เช่น คนชอบดงบังอาจจะมาชอบดาราไทยแทน เพื่อจะได้เข้ากับเพื่อนๆ ได้ ในที่นี้จะยกตัวอย่างของไนโตรเจนไตรคลอไรด์ (NCl3)

          ในภาพนี้จะมีที่ว่างเหลืออยู่ 1 คู่ (ถ้าเป็น ม.4 ตอนนี้ก็จะรู้แล้วว่าคืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว) ซึ่งจะทำให้มุมงอ ชีวิตมีความยืดหยุ่นและยอมรับสิ่งต่างๆ ได้ดีมากขึ้น

3. สนิทกันแล้ว (พันธะไฮโดรเจน-กรดคาร์บอซิลิก)

         จากภาพนี้ เราจะเห็นได้ว่าเมื่อความสัมพันธ์ของทุกๆคนมาถึงจุดที่เรียกว่าดีแล้ว เราจะไม่ลืมที่จะแสดงเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งบางคนอาจจะทิ้งไปในช่วงที่สอง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ลืมที่จะเอาเอกลักษณ์ของผู้อื่นมาปรับใช้ด้วย

          เมื่อเราเอาเอกลักษณ์ของตนคือไฮโดรคาร์บอน มาผสมกับออกซิเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไปรับเข้ามาใหม่ พลังของความเข้าใจกัน จะทำให้จุดเดือดจุดหลอมเหลวสูง ละลายน้ำดีทันที (อย่าเอามาปนกับที่เรียนนะ เพราะถ้าเอาจริงๆ คิดเยอะกว่านี้)

 

ละลายน้ำได้ไม่ได้ เป็นอย่างไร

          จากในวิชาเคมี เราทราบว่าโมเลกุลโคเวเลนต์จะละลายกันได้ในสภาพขั้วที่เหมือนกันเท่านั้น และจากที่เรารู้เพิ่มเติมคือ น้ำเป็นโมเลกุลที่มีขั้ว

          น้ำก็เหมือนกับมิตรภาพในห้อง ซึ่งจากที่อ่านมา จะรู้ว่าแรงลอนดอนไม่มีขั้ว ส่วนแรงระหว่างขั้วกับพันธะไฮโดรเจนจะมีขั้ว ซึ่งสองตัวหลังนี้ ถ้าเราเข้าถึงมันได้จะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเราดีมากเลยทีเดียว เพราะพวกเราสามารถหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ แต่ถ้าเป็นแรงลอนดอน ยังไงๆ ก็เข้ากันไม่ได้

 

บทสรุป

          ความสัมพันธ์กับพันธะเคมีนั้น เป็นการมองแบบเอาพันธะเคมีมาประยุกต์เท่านั้น ในชีวิตจริงๆ แล้ว เรามีแนวคิดในการดำรงชีวิตมากกว่านี้เยอะ แต่ในบทความนี้ ขอบูรณาการกับที่เรียนมาแล้วกัน เพื่อทำให้ความรู้ที่มีไม่กระเด็นหายไปไหน

          เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากหากไม่ได้เรียนวิชาเคมีมาก่อน ดังนั้นถ้าอยากเข้าใจมากขึ้นลองศึกษาวิชาเคมีเพิ่มเติมดูนะครับ

         จริงๆ วิทยาศาสตร์ทุกตัวแทบประยุกต์เข้าเป็นหลักการของชีวิตได้ทั้งนั้น เช่น ในวิชาฟิสิกส์ โมเมนตัมอาจจะประยุกต์ไปถึงความรู้สึกได้ ซึ่งขอแนะนำหนังสือ ฟิสิกส์นิวตัน ของ ทพ.สม สุจิรา สำนักพิมพ์อมรินทร์ เพราะได้เขียนโยงได้เป็นอย่างดี

         ชีวิตของเราเอง ตัวเราเองเป็นคนลิขิต

 

ป.ล อาจจะมีโปรเจ็คพิเศษนะครับผม เป็นโปรเจ็คที่ชาว ม.ปลาย น่าจะทำได้แหละ ต่อยอดจากกิจกรรมๆ หนึ่ง แต่ขอเวลาคิดก่อน

Comment

Comment:

Tweet

*0*sad smile

#4 By น้ำหอม (118.174.108.197) on 2010-06-13 17:24

ชอบวิชา เคมีมากเลยครับ 111

#3 By ปีศาจ (118.173.239.182) on 2009-08-21 13:37

เคยเจอในค่าย
เขาอธิบายชีวิตคู่กับพันธะเคมี
ของโควาเลนต์นี่เข้ามาฟังไม่ทัน
ทันแต่ไอออนิกกับโลหะ
ของพันธะโลหะเขาก็จะบอกว่าเป็นเหมือนฮาเร็ม คืออิเล็กตรอนวิ่งทั่วไปหมด
ของไอออนิกจะบอกว่า มันต้องมีทั้งผู้ให้ และผู้รับ ก็ไปเลือกเองว่าจะให้หรือรับ โดยเฉพาะคู่ไม้ป่าเดียวกันsad smile

#2 By technikos on 2008-10-08 19:58

อ็อคๆๆสำลักความรู้ตาย จากเด็กสายศิลป์

#1 By Blood Lust Vampyre (::[o]::) on 2008-10-08 15:43