สวัสดีคร้าบ !!!!!
ขอกราบสวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน ในรอบเกือบ 2 ปีนะครับ
ผมกลับมาแล้วครับ 
 
ถ้าถามว่าเวลา 2 ปี ที่หายไป ไปทำอะไร ทำไมไม่มาเขียนบลอก
ก็ต้องขอตอบว่า เวลาที่หายไป ไปทำสิ่งสัพเพเหระมากมายครับ
เป็นต้นว่า สอนเคมีเพื่อนๆ น้องๆ และสำคัญ สอบตรง !!
 
ซี่งตอนนี้ ผมอยู่ที่สาขาเคมีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ครับผม ^ ^
 
และในวันนี้ เรากลับมาด้วยบทความเกี่ยวกับ เคมี และ สังคม
ซึ่งหลายๆ คนน่าจะงงพอดู ว่า "เอนโทรปี" มันคืออะไร และเป็นสังคมยังไง
ในที่นี้ เราเชื่อมโยงมันได้ครับ 
 
...........................................................................
 
เอนโทรปีคืออะไร 
 
ก่อนที่เราจะเชื่อมคำว่า "เอนโทรปี" ไปสู่สังคม เราต้องมารู้ความหมายมันก่อน
ซึ่งนิยามของ "เอนโทรปี" แบบวิชาการจ๋าคือ
 
 
เอนโทรปี (S) หมายถึง ความไม่เป็นระเบียบของระบบ ซึ่งปกติแล้ว เอนโทรปีของจักรวาล จะเพิ่มขึ้น และมีค่าเป็นบวกในปฏิกิริยาเกิดขึ้นเองได้ (Spontaneous) เป็นลบในปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเองไม่ได้ และเป็นศูนย์ในภาวะสมดุล

 
เจอนิยามแบบนี้ไป งงกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่า เรามาแปลงเป็นภาษาพูดดีกว่า
 
 
เอนโทรปี (S) หมายถึง ความไม่เป็นระเบียบ ซึ่งตามปกติแล้ว เอนโทรปีจะเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างตามปกติแล้วจะมีความไม่เป็นระเบียบมากขึ้น เช่น น้ำระเหยเป็นไอ เป็นต้น
 
 
เมื่อแปลงเป็นภาษาพูด พอเข้าใจมากขึ้นหรือเปล่า ?
ถ้ายังไม่เก็ท ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ประกอบนะครับ 
 
 
 
ตัวอย่างที่ 1 การเปลี่ยนสถานะ
 
สมัยที่ท่านผู้อ่านยังเล็กๆ อยู่นั้น ท่านผู้อ่านคงทราบดีว่า สถานะของสารนั้นมี 3 สถานะ ด้วยกัน คือ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส (จริงๆ แล้วมีมากกว่านั้น แต่เราจะไม่พูดถึงกันในที่่นี้)
 
ท่านผู้อ่านทุกท่านคงจำได้ว่า ของแข็งนั้น อนุภาคแม่มจัดเรียงตัวกันแบบอึดอัดบานตะไท ถ้าเปรียบเทียบก็คงประมาณคนไปต่อโดนัทคริสปีครีม ส่วนของเหลวนั้นอนุภาคเริ่มออกมาห่างหน่อย เบียดเสียดน้อยลง และแก๊สนั้นอนุภาคนั้นห่างกันมาก วิ่งเล่นกันไปมาสเบยสบายไม่หยุด
 
โดยถ้าเราโยงมาถึงนิยามเอนโทรปี ที่พูดถึง "ความไม่เป็นระเบียบ" เราจะทราบได้ทันทีเลยว่า ความไม่เป็นระเบียบของแก๊สนั้นมีมากที่สุด และจากนิยามที่กล่าวว่า "เอนโทรปี (ความไม่เป็นระเบียบ) นั้นย่อมเพิ่มขึ้น" ดังนั้นอนุภาคจึงไม่ชอบอยู่อึดอัด อยากย้ายออกให้สบายๆ เหมือนกับถ้าเรากินนอนกับเพื่อนในคณะร่วม 100 คน ในห้องเดียวกัน เราย่อมไม่สะดวก และไม่ชอบ แต่ถ้าหากเราย้ายออกกัน เราจะอยู่สบายขึ้นในทันที
 
ตัวอย่างของการเพิ่มขึ้นของเอนโทรปีแบบง่ายๆ คือ "น้ำ" ซึ่งปกติแล้ว น้ำแข็งจะเปลี่ยนเป็นน้ำ และจากน้ำก็จะระเหยไปเป็นไอน้ำ
 
ในทางกลับกัน หากเราจะเปลี่ยนจากไอน้ำ มาเป็นน้ำ และจากน้ำเป็นน้ำแข็งนั้น เราจะต้องมีการใช้ความเย็นเข้ามาช่วย เพราะเป็นการฝืนเอนโทรปี หรือความไม่เป็นระเบียบนั่นเอง
 
 
ตัวอย่างที่ 2 ปฏิกิริยาดูด - คาย ความร้อน
 
เรื่องปฏิกิริยาดูด คาย ความร้อน คงเป็นสิ่งที่เด็กที่เคยเรียนสายวิทย์ทุกคน ได้เรียนรู้กันมาอย่างแม่นยำแล้ว และคงจำคำว่า "ดูดสลาย คายสร้าง" กันได้
 
สำหรับท่านที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์มา ผมขออธิบายใหม่่ให้ฟังนะครับ เกี่่ยวกับปฏิกิริยาดูดและคายความร้อนว่า
 
ปฏิกิริยาดูดความร้อน เป็นปฏิกิริยาที่รับความร้อนมาจากภายนอก อุณหภูมิของระบบจึงเย็นลง ตัวอย่างของปฏิกิริยาดูดความร้อน คือปฏิกิริยาการสลายพันธะ เช่น 2NH3 ------> N2 + 3H2 
 
ปฏิกิริยาคายความร้อน เป็นปฏิกิริยาที่ให้ความร้อนกับภายนอก อุณหภูมิของระบบจึงเพิ่มขึ้น ตัวอย่างของปฏิกิริยาคายความร้อน คือปฏิกิริยาสร้างพันธะ เช่น N2 + 3H2  ------> 2NH3
 
และจากตัวอย่างทางด้านบนเมื่อสักครู่นี้ ท่านผู้อ่านทุกท่านคงได้ทราบแล้ว ว่าโมเลกุลนั้นไม่ชอบอยู่รวมกัน เหมือนเราไปอยู่ร่วมกับเพื่อนในคณะเป็นร้อยคน เราเริ่มอึดอัด แต่ถ้าเราแยกมาอยู่ เราจะสะดวกสบายขึ้น และในตัวอย่างนี้ เราก็ใช้ตัวอย่างแรกอธิบายเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า
 
ปฏิกิริยาดูดความร้อน เช่น ปฏิกิริยาสลายพันธะ เอนโทรปีมีค่าเป็นบวก
ปฏิกิริยาคายความร้อน เช่น ปฏิกิริยาสร้่างพันธะ เอนโทรปีมีค่าเป็นลบ
 
แต่ทั้งนี้ การที่จะสรุปว่าเอนโทรปีจะมีค่าเป็นบวกหรือลบได้นั้น จะต้องมีการใช้การคำนวณประกอบด้วย แต่เราจะไม่กล่าวถึงกัน เพราะเป็นเรื่องของเนื้อหาวิชาเคมี ไม่ใช่เรื่องที่บูรณาการกับทางสังคม
 
...........................................................................
 
นิยามทางสังคมของเอนโทรปี  
 
จากนิยาม (กล่าวกี่รอบแล้ววะไอกวง) กล่าวไว้ว่า "เอนโทรปีนั้นย่อมเพิ่มขึ้น" ดังนั้น เอนโทรปี หรือความไม่เป็นระเบียบของสังคมย่อมเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาด้วย ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้
 
 
กรณีตัวอย่างแรก สังคมว้าวุ่นรายวัน
 
อนิจจา ! สังคมสมัยปัจจุบันนั้นมีความวุ่นวายมากขึ้น จากสังคมในอดีตที่แสนสงบสุข ก็กลายเป็นสังคมที่แสนจะวุ่นวาย แม้จะมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมากเพียงใดก็ตาม
 
ปัญหาทางสังคม อาทิ อาชญากรรม เด็กแว้น เด็กสก็อย การหลอกลวงทางอินเตอร์เนต การทำร้ายร่างกาย และปัญหาอื่นๆ นั้นก่อตัวขึ้นรายวัน ยากที่จะแก้ไขเหลือเกิน
 
จากเด็ก (หลายคน) ที่ก่อปัญหา มาถึง ผู้ใหญ่ (หลายคน) ที่สร้่างความวุ่นวาย กระนั้นเลยหรือ ปัญหาสังคมจึงจะไม่เพิ่มขึ้น นี่ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงเอนโทรปีของสังคมเสียเหลือเกิน
 
 
กรณีตัวอย่างที่สอง การศึกษาไทย
 
สังคมวุ่นวาย การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งระบบการสอบเอย ทั้งระบบครูเอย สุดท้ายคนที่ต้องรับกรรมคือนักเรียน ซึ่งคนที่ทำให้เด็กต้องรับกรรมคือ "ผู้ใหญ่" ซึ่งเป็นคนที่เด็กหลายคนมองว่าต้องมอบสิ่งดีๆ ให้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สังคมแห่งผลประโยชน์และพวกพ้องนั้น คำกล่าวนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป
 
นานแค่ไหนแล้ว ที่อาชีพครูเป็นอาชีพที่ถูกมองข้าม นานแค่ไหนแล้ว ที่การศึกษาไทยปฏิรูป แต่น่าเศร้าเสียเหลือเกิน แม้จะปฏิรูปไปสักกี่ครั้งก็ตาม ก็มีแต่จะเลวร้ายเลวร้ายลงเรื่อยๆ จากระบบหลักสูตรเก่าที่กว่าจะจบได้ก็ยากอักโข มาจนถึงปัจจุบัน แม้เด็กจะคูณ บวก ลบ เลข ไม่เป็นยังไง ก็เรียนจบได้ ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน มิหนำซ้ำ ปัจจุบันใบประกอบวิชาชีพครูนั้นจะให้แค่คนจบคณะทางด้านศึกษาศาสตร์เท่านั้น คนในสาขาอื่นไม่อาจจะไปต่อเอาใบประกอบวิชาชีพได้เลย อย่างดีก็ได้แค่อัตราจ้างหรือติวเตอร์เท่านั้น
 
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดกว่ากับระบบการสอบ ท่ี่วุ่นวายไม่หยุด จากระบบเอนทรานซ์ที่ค่อนข้างเป็นระเบียบ ก็ถูกเปลี่ยนเป็นระบบโอเนต ซึ่งต้องรู้หมดทุกอย่าง และหนำซ้ำยังเปลี่ยนเป็น GAT PAT และ โอเนตคิดคะแนน 8 วิชา หวังให้เด็กรู้ทุกอย่างในหลักสูตร แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งที่กำลังทำนั้นเป็นการยัดความรู้ใส่หัว เสมือนการป้อนอาหารให้ปลา ความรู้เหล่านี้ก็ได้แต่ตกค้างในหัวสมอง แต่ไม่ได้มีการพัฒนาความรู้ต่อไป เข้าแนวทางที่ว่า "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"
 
อนิจจา ! ทั้งๆ ที่การศึกษาของประเทศอื่นๆ นั้นเป็นระเบียบขึ้นเรื่อยๆ แต่เมืองไทยนั้นปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม อีกนานแค่ไหนเล่า ที่ผู้ใหญ่ในสภาจะเลิกหาผลประโยชน์ส่วนตน และทำงานให้กับส่วนรวม โดยเฉพาะด้านการศึกษาอย่างจริงจังบ้าง
 
สมัยนี้เด็กรู้อะไรมากขึ้นแล้ว คำว่า "คนโง่ปกครองง่าย" ไม่จริงเสมอไปหรอกครับ
 
 
กรณีตัวอย่างที่สาม โลกและสิ่งแวดล้อม
 
เมื่อความเจริญทางด้านวัตถุเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สิ่งแวดล้อมก็โดนทำลายขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อสิ่งแวดล้อมโดนทำลายไปมาก จึงเกืดปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ
 
จากโลกที่เคยสวยงาม ปัจจุบันนั้นมีปัญหาเป็นว่าเล่น ทั้งปัญหาชั้นโอโซนรั่ว โลกร้อน พายุต่างๆ ที่เข้ามาแบบผิดปกติ ยากเกินที่มนุษย์จะทัดทานได้
 
เอนโทรปีของโลกนั้นเพิ่มมากขึ้นเหลือเกิน.... 
 
...........................................................................
 
แนวทางลดเอนโทรปีทางสังคม  
 
เอนโทรปีของสังคมที่เพิ่มขึ้น เกิดจากการที่เราปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเอนโทรปีของจักรวาลนั้นมีค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นวิธีการลดนั้น เราจะต้องเริ่มจาก "อย่าปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามยถากรรม"
 
เมื่อเราเริ่มที่จะหยุดความเป็นไปของความวุ่นวายบนโลกนี้ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่เราพึงกระทำ คือ การจับมือสร้างพันธะในการแก้ปัญหา แม้การจับมือกันเพื่อแก้ปัญหาของคนหมู่มากนั้นจะเป็นเรื่องยาก เพราะเราล้วนแต่ต่างความคิด ต่างแนวทาง และอาจจะต่างภาษา แต่ถ้าหากเราเล็งเห็นซึ่ง "ปัญหา" และมี "ความตั้งใจ" เหมือนกันแล้ว ทุกปัญหาย่อมถูกขจัดลงแน่นอน
 
หวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เอนโทรปีของสังคมจะลดลงเพราะความร่วมมือร่วมใจของทุกๆ คน เพราะทุกๆ คนทำได้ครับ
 
Let's heal the world !!!
 

Comment

Comment:

Tweet

จริงครับ ถ้าเราจะสร้างสังคมให้ดีสุดๆต้องมาจากแย่สุดๆ

#2 By new (103.7.57.18|110.77.202.108) on 2012-07-16 17:13

อย่าดอง อย่าดอง 555 confused smile

#1 By deweyxx (113.53.191.231) on 2011-04-08 15:04